เขตอำนาจ : ดินแดนที่ได้มาโดยการโอน
การโอนอำนาจอธิปไตยเหนือดินแดน โดยมีข้อตกลงระหว่างรัฐผู้โอนกับรัฐผู้รับโอน ดินแดนที่ได้มาโดยการโอนนี้ อาจจะหมายถึงการโอนดินแดนทั้งหมด หรือโอนให้เพราะส่วนหนึ่งของดินแดนทั้งหมดของรัฐผู้โอนก็ได้ ถ้าเป็นกรณีโอนดินแดนให้ทั้งหมด รัฐผู้โอนก็จะสิ้นสูญไปเพราะถูกผนวกเข้าไปอยู่ในรัฐผู้โอนนั่นแล้ว ยกตัวอย่างเช่น เกาหลีได้กลายเป็นดินแดนของญี่ปุ่นโดยสนธิสัญญาปี ค.ศ. 1910
ความสำคัญ สนธิสัญญาการโอนดินแดน (1) จะสร้างความชอบธรรมให้แก่ดินแดนที่ได้มาจากการโอนอำนาจอธิปไตยอย่างเป็นทางการแล้วนั้น (2) จะบอกถึงรูปพรรณสัณฐานของดินแดนที่ได้มานั้น และ (3) จะมีการระบุถึงเงื่อนไขของการโอนไว้ด้วย ความถูกต้องตามกฎหมายของการโอนดินแดนนี้ไม่จำเป็นว่าจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนของดินแดนที่ถูกโอนนั้นก็ได้ แต่เมื่อดูจากหลักการ “การกำหนดการปกครองด้วยตนเอง” ก็ทำให้มีความรู้สึกคล้ายกับว่าการโอนดินแดนจะถูกต้องตามกฎหมายได้นั้นจะต้องให้ประชาชนให้ความยินยอมเสียก่อน การโอนดินแดนอาจกระทำโดยความสมัครใจ ตัวอย่าง คือ การซื้อดินแดนหลุยเซียนา (สหรัฐอเมริกา) หรืออาจจะกระทำโดยความไม่สมัครใจ เช่น กรณีที่ถูกบังคับโดยบทบัญญัติของสนธิสัญญาสันติภาพ เป็นต้น
Tuesday, October 6, 2009
Jurisdiction : Condominium
เขตอำนาจ : ดินแดนใต้การปกครองร่วม
ดินแดนยังต้องพึ่งพิงรัฐอื่น ที่ถูกปกครองร่วมกันโดยองค์อธิปัตย์ 2 องค์หรือมีมากกว่า ในดินแดนใต้การปกครองร่วมนี้จะมีการนำระบบกฎหมายของสองรัฐนั้นมาใช้ควบคุมเคียงคู่กันไป และเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเรื่องเขตอำนาจก็จะมีการระบุไว้ในข้อตกลงระหว่างสององค์อธิปัตย์นั้น ตัวอย่างของดินแดนใต้การปกครองร่วม ได้แก่ ซูดาน (ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ค.ศ. 1914) เกาะแคนตัน และเกาะเอนเดอร์เบอรี (ระหว่างอังกฤษกับสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1938)
ความสำคัญ ในดินแดนใต้การปกครองร่วม จะไม่มีองค์อธิปัตย์ภายนอกใดมีเขตอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว และอำนาจอธิปไตยก็มิได้อยู่กับประชาชนที่พำนักอยู่ในดินแดนดังกล่าวด้วย ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและในกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ดินแดนใต้การปกครองร่วมในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของเขตอำนาจเหนือดินแดนนั้นเป็นปรากฎการณ์ที่นานทีจะมีสักหน การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา เข้าควบคุมเยอรมนีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ไม่ถือว่าเยอรมนีเป็นดินแดนใต้การปกครองร่วม แต่เป็นการถูกยึดครองทางทหารในรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง
ดินแดนยังต้องพึ่งพิงรัฐอื่น ที่ถูกปกครองร่วมกันโดยองค์อธิปัตย์ 2 องค์หรือมีมากกว่า ในดินแดนใต้การปกครองร่วมนี้จะมีการนำระบบกฎหมายของสองรัฐนั้นมาใช้ควบคุมเคียงคู่กันไป และเพื่อป้องกันมิให้เกิดปัญหาเรื่องเขตอำนาจก็จะมีการระบุไว้ในข้อตกลงระหว่างสององค์อธิปัตย์นั้น ตัวอย่างของดินแดนใต้การปกครองร่วม ได้แก่ ซูดาน (ระหว่างอังกฤษกับฝรั่งเศส ค.ศ. 1914) เกาะแคนตัน และเกาะเอนเดอร์เบอรี (ระหว่างอังกฤษกับสหรัฐอเมริกา ค.ศ. 1938)
ความสำคัญ ในดินแดนใต้การปกครองร่วม จะไม่มีองค์อธิปัตย์ภายนอกใดมีเขตอำนาจเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงผู้เดียว และอำนาจอธิปไตยก็มิได้อยู่กับประชาชนที่พำนักอยู่ในดินแดนดังกล่าวด้วย ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและในกฎหมายระหว่างประเทศนั้น ดินแดนใต้การปกครองร่วมในฐานะที่เป็นรูปแบบหนึ่งของเขตอำนาจเหนือดินแดนนั้นเป็นปรากฎการณ์ที่นานทีจะมีสักหน การที่อังกฤษ ฝรั่งเศส สหภาพโซเวียต และสหรัฐอเมริกา เข้าควบคุมเยอรมนีในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองนั้น ไม่ถือว่าเยอรมนีเป็นดินแดนใต้การปกครองร่วม แต่เป็นการถูกยึดครองทางทหารในรูปแบบหนึ่งเท่านั้นเอง
Jurisdiction : Contiguous Zone
เขตอำนาจ : เขตต่อเนื่อง
พื้นที่นอกน่านน้ำอาณาเขตที่รัฐชายฝั่งยังคงมีอิสระที่จะไปบังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายของตนได้ ขอบเขตของเขตต่อเนื่องและเขตอำนาจของรัฐชายฝั่งมีการนิยามไว้ในข้อ 24 ของอนุสัญญานครเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง (ค.ศ. 1958) ความว่าดังนี้ : “(1) ในเขตทะเลหลวงซึ่งต่อเนื่องกับทะเลอาณาเขตของตน รัฐชายฝั่งอาจดำเนินการควบคุมตามที่จำเป็นเพื่อ (ก) ป้องกันการละเมิดข้อบังคับเกี่ยวกับการศุลกากร รัษฎากร การเข้าเมือง หรือการอนามัย ภายในอาณาเขตหรือทะเลอาณาเขตของตน และ (ข) ลงโทษการละเมิดข้อบังคับข้างต้นซึ่งได้กระทำภายในอาณาเขตหรือทะเลอาณาเขตของตน และ (2) เขตต่อเนื่องมิอาจจะขยายเกินกว่าสิบสองไมล์นับจากเส้นฐานซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต”
ความสำคัญ แนวความคิดเรื่องเขตต่อเนื่องบ่งบอกถึงความมีอยู่ของพื้นที่พิเศษแห่งหนึ่งของทะเลหลวงที่รัฐชายฝั่งไม่อาจอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือได้ แต่เป็นที่ซึ่งอาจใช้เขตอำนาจเพื่อวัตถุประสงค์ที่จำกัดบางอย่างได้ เช่น เพื่อบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการศุลกากร เป็นต้น ทุกรัฐต่างให้การรับรองว่ารัฐชายฝั่งมีเขตอำนาจเหนือน่านน้ำอาณาเขตอย่างน้อยสามไมล์ แต่นอกเหนือจากน่านน้ำอาณาเขตนี้แล้ว ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสามารถตกลงกันไม่ค่อยจะได้เกี่ยวกับขอบเขตของเขตอำนาจของแต่ละรัฐ รัฐต่าง ๆ ก็จึงอ้างเขตอำนาจที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาอ้างสิทธิ์ตามประเพณีนิยมที่จะขยายเขตอำนาจที่จำกัดนี้ไปถึงเขตเกินสิบสองไมล์จากชายฝั่งทะเลของตน อย่างไรก็ตามแนวความคิดในเรื่องเขตต่อเนื่องนี้ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับในการอภิปรายของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ไอแอลซี) และในที่ประชุมเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศในปี ค.ศ. 1964 สำหรับประเทศผู้ลงนามที่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขต
พื้นที่นอกน่านน้ำอาณาเขตที่รัฐชายฝั่งยังคงมีอิสระที่จะไปบังคับให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายของตนได้ ขอบเขตของเขตต่อเนื่องและเขตอำนาจของรัฐชายฝั่งมีการนิยามไว้ในข้อ 24 ของอนุสัญญานครเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง (ค.ศ. 1958) ความว่าดังนี้ : “(1) ในเขตทะเลหลวงซึ่งต่อเนื่องกับทะเลอาณาเขตของตน รัฐชายฝั่งอาจดำเนินการควบคุมตามที่จำเป็นเพื่อ (ก) ป้องกันการละเมิดข้อบังคับเกี่ยวกับการศุลกากร รัษฎากร การเข้าเมือง หรือการอนามัย ภายในอาณาเขตหรือทะเลอาณาเขตของตน และ (ข) ลงโทษการละเมิดข้อบังคับข้างต้นซึ่งได้กระทำภายในอาณาเขตหรือทะเลอาณาเขตของตน และ (2) เขตต่อเนื่องมิอาจจะขยายเกินกว่าสิบสองไมล์นับจากเส้นฐานซึ่งใช้วัดความกว้างของทะเลอาณาเขต”
ความสำคัญ แนวความคิดเรื่องเขตต่อเนื่องบ่งบอกถึงความมีอยู่ของพื้นที่พิเศษแห่งหนึ่งของทะเลหลวงที่รัฐชายฝั่งไม่อาจอ้างอำนาจอธิปไตยเหนือได้ แต่เป็นที่ซึ่งอาจใช้เขตอำนาจเพื่อวัตถุประสงค์ที่จำกัดบางอย่างได้ เช่น เพื่อบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการศุลกากร เป็นต้น ทุกรัฐต่างให้การรับรองว่ารัฐชายฝั่งมีเขตอำนาจเหนือน่านน้ำอาณาเขตอย่างน้อยสามไมล์ แต่นอกเหนือจากน่านน้ำอาณาเขตนี้แล้ว ตามประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาสามารถตกลงกันไม่ค่อยจะได้เกี่ยวกับขอบเขตของเขตอำนาจของแต่ละรัฐ รัฐต่าง ๆ ก็จึงอ้างเขตอำนาจที่แตกต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น อังกฤษ และสหรัฐอเมริกาอ้างสิทธิ์ตามประเพณีนิยมที่จะขยายเขตอำนาจที่จำกัดนี้ไปถึงเขตเกินสิบสองไมล์จากชายฝั่งทะเลของตน อย่างไรก็ตามแนวความคิดในเรื่องเขตต่อเนื่องนี้ในที่สุดก็ได้รับการยอมรับในการอภิปรายของคณะกรรมาธิการกฎหมายระหว่างประเทศ (ไอแอลซี) และในที่ประชุมเจนีวาว่าด้วยกฎหมายทะเล และได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกฎหมายระหว่างประเทศในปี ค.ศ. 1964 สำหรับประเทศผู้ลงนามที่ได้ให้สัตยาบันในอนุสัญญาว่าด้วยทะเลอาณาเขต
Jurisdiction , Domestic
เขตอำนาจภายในของรัฐ
กิจการดำเนินชีวิตภายในของรัฐที่ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยกฎหมายภายในของรัฐ จะไม่ยอมให้กฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาควบคุมได้ เขตอำนาจภายในของรัฐก็จึงเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของชาติ ในข้อ 2 ของกฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดไว้ว่า “ไม่มีข้อความใดในกฎบัตรปัจจุบันจะให้อำนาจสหประชาชาติเข้าแทรกแซงในเรื่องโดยสาระสำคัญแล้วตกอยู่ในเขตอำนาจภายในของรัฐ หรือจะเรียกร้องสมาชิกให้ต้องเสนอเรื่องเช่นว่าเพื่อจัดระงับตามกฎบัตรปัจจุบัน”
ความสำคัญ จากแนวความคิดเรื่องเขตอำนาจภายในของรัฐนี้ เป็นการบ่งบอกว่า กฎหมายระหว่างประเทศมิได้เป็นกฎหมายสากล หากแต่เป็นกฎหมายที่มีข้อจำกัดในการใช้เฉพาะกับเรื่องต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐอธิปไตยทั้งหลายที่ประกอบเป็นประชาคมระหว่างประเทศเท่านั้น ในการกำหนดเขตแดนระหว่างเขตอำนาจภายในของรัฐกับเขตอำนาจระหว่างประเทศ ก็จะเกิดปัญหาในเรื่องการตีความ ปัญหาที่ยากจะตกลงกันได้อย่างหนึ่งก็คือ ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน และเรื่องปัญหาการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง ในกรณีที่สหรัฐอเมริกาให้การยอมรับเขตอำนาจโดยการบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น ปัญหาทางปฏิบัติที่ว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรคือเขตอำนาจภายในของรัฐนั้น ได้ถูกกำหนดไว้โดยคอนแนลลี อะเมนด์เม้นท์ ว่าให้รัฐชาติภายในเองเป็นฝ่ายตัดสินในเรื่องนี้
กิจการดำเนินชีวิตภายในของรัฐที่ถูกควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยกฎหมายภายในของรัฐ จะไม่ยอมให้กฎหมายระหว่างประเทศเข้ามาควบคุมได้ เขตอำนาจภายในของรัฐก็จึงเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของอำนาจอธิปไตยของชาติ ในข้อ 2 ของกฎบัตรสหประชาชาติได้กำหนดไว้ว่า “ไม่มีข้อความใดในกฎบัตรปัจจุบันจะให้อำนาจสหประชาชาติเข้าแทรกแซงในเรื่องโดยสาระสำคัญแล้วตกอยู่ในเขตอำนาจภายในของรัฐ หรือจะเรียกร้องสมาชิกให้ต้องเสนอเรื่องเช่นว่าเพื่อจัดระงับตามกฎบัตรปัจจุบัน”
ความสำคัญ จากแนวความคิดเรื่องเขตอำนาจภายในของรัฐนี้ เป็นการบ่งบอกว่า กฎหมายระหว่างประเทศมิได้เป็นกฎหมายสากล หากแต่เป็นกฎหมายที่มีข้อจำกัดในการใช้เฉพาะกับเรื่องต่าง ๆ ที่ได้รับการยอมรับโดยรัฐอธิปไตยทั้งหลายที่ประกอบเป็นประชาคมระหว่างประเทศเท่านั้น ในการกำหนดเขตแดนระหว่างเขตอำนาจภายในของรัฐกับเขตอำนาจระหว่างประเทศ ก็จะเกิดปัญหาในเรื่องการตีความ ปัญหาที่ยากจะตกลงกันได้อย่างหนึ่งก็คือ ปัญหาเรื่องสิทธิมนุษยชน และเรื่องปัญหาการกำหนดการปกครองด้วยตนเอง ในกรณีที่สหรัฐอเมริกาให้การยอมรับเขตอำนาจโดยการบังคับของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศนั้น ปัญหาทางปฏิบัติที่ว่าใครจะเป็นผู้ตัดสินว่าอะไรคือเขตอำนาจภายในของรัฐนั้น ได้ถูกกำหนดไว้โดยคอนแนลลี อะเมนด์เม้นท์ ว่าให้รัฐชาติภายในเองเป็นฝ่ายตัดสินในเรื่องนี้
Jurisdiction :Extradition
เขตอำนาจ : การส่งผู้ร้ายข้ามแดน
วิธีดำเนินการให้มีการส่งมอบผู้หลบหนีคดีอาญาข้ามรัฐที่พบตัวในรัฐหนึ่งให้แก่รัฐที่การละเมิดกฎหมายบังเกิดขึ้น การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะเริ่มต้นด้วยการเรียกร้องอย่างเป็นทางการจากรัฐหนึ่งไปสู่อีกรัฐหนึ่ง และจะเป็นไปตามพันธกรณีตามที่ได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐ
ความสำคัญ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหนึ่งจะเข้าไปจับกุมผู้หลบหนีคดีอาญาข้ามรัฐไปอยู่ในเขตอำนาจของอีกรัฐหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐหลังนั้น ถือว่าเป็นการละเมิดเอกราชและอธิปไตยอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีผลประโยชน์ร่วมกันในการใช้ความยุติธรรมและในการรักษาความสงบสงบเรียบร้อยนี้ ก็จึงทำให้รัฐต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในการส่งมอบผู้หลบหนีคดีอาญาข้ามรัฐระหว่างกัน ความร่วมมือดังกล่าวจะอิงอาศัยรากฐานของข้อตกลงที่ร่างอย่างพิถีพิถัน โดยจะมีการกำหนดเงื่อนไขและรายการความผิดต่าง ๆ ที่จะให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่โดยปกติแล้วอาชญากรรมทางการเมืองจะไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นความผิดที่จะให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และรัฐต่าง ๆ ก็จะไม่ยอมส่งมอบพลเมืองของตนให้ไปรับการพิจารณาคดีในรัฐอื่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดนส่วนใหญ่จะดำเนินการให้เป็นไปตามสนธิสัญญาระดับทวิภาคี ซึ่งจะก่อให้เกิดเครือข่ายของกฎหมายที่ยุ่งเหยิงสลับซับซ้อนที่ทำให้ง่ายได้ยาก จนกว่ารัฐจะตกลงยึดกฎเกณฑ์ในรูปแบบเดียวกันได้แล้วเท่านั้น
วิธีดำเนินการให้มีการส่งมอบผู้หลบหนีคดีอาญาข้ามรัฐที่พบตัวในรัฐหนึ่งให้แก่รัฐที่การละเมิดกฎหมายบังเกิดขึ้น การส่งผู้ร้ายข้ามแดนจะเริ่มต้นด้วยการเรียกร้องอย่างเป็นทางการจากรัฐหนึ่งไปสู่อีกรัฐหนึ่ง และจะเป็นไปตามพันธกรณีตามที่ได้กำหนดไว้เป็นการเฉพาะในสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างรัฐ
ความสำคัญ การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐหนึ่งจะเข้าไปจับกุมผู้หลบหนีคดีอาญาข้ามรัฐไปอยู่ในเขตอำนาจของอีกรัฐหนึ่งโดยไม่ได้รับอนุญาตจากรัฐหลังนั้น ถือว่าเป็นการละเมิดเอกราชและอธิปไตยอย่างร้ายแรง อย่างไรก็ตามเนื่องจากมีผลประโยชน์ร่วมกันในการใช้ความยุติธรรมและในการรักษาความสงบสงบเรียบร้อยนี้ ก็จึงทำให้รัฐต่าง ๆ ให้ความร่วมมือในการส่งมอบผู้หลบหนีคดีอาญาข้ามรัฐระหว่างกัน ความร่วมมือดังกล่าวจะอิงอาศัยรากฐานของข้อตกลงที่ร่างอย่างพิถีพิถัน โดยจะมีการกำหนดเงื่อนไขและรายการความผิดต่าง ๆ ที่จะให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่โดยปกติแล้วอาชญากรรมทางการเมืองจะไม่ได้รับการพิจารณาว่าเป็นความผิดที่จะให้มีการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน และรัฐต่าง ๆ ก็จะไม่ยอมส่งมอบพลเมืองของตนให้ไปรับการพิจารณาคดีในรัฐอื่น การส่งผู้ร้ายข้ามแดนส่วนใหญ่จะดำเนินการให้เป็นไปตามสนธิสัญญาระดับทวิภาคี ซึ่งจะก่อให้เกิดเครือข่ายของกฎหมายที่ยุ่งเหยิงสลับซับซ้อนที่ทำให้ง่ายได้ยาก จนกว่ารัฐจะตกลงยึดกฎเกณฑ์ในรูปแบบเดียวกันได้แล้วเท่านั้น
Jurisdiction : Extratersitoialtiy
เขตอำนาจ : สภาพนอกอาณาเขต
การที่รัฐหนึ่งใช้เขตอำนาจของตนในดินแดนของอีกรัฐหนึ่ง สภาพนอกอาณาเขตจะถูกกำหนดโดยสนธิสัญญา ซึ่งจะมีการระบุถึงบุคคล สาระ และระดับที่เขตอำนาจในท้องถิ่นไม่สามารถนำมาใช้กับพลเมืองของคู่สนธิสัญญาได้ สภาพนอกอาณาเขตเคยมีตัวอย่างมาตั้งแต่ในสมัยก่อนที่จะมีระบบรัฐในปัจจุบันนี้แล้ว การให้สิทธิพิเศษในแบบที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “แคปปิตุเลชั่น” เป็นสภาพนอกอาณาเขตรูปแบบหนึ่ง ที่กำหนดให้สิทธิพิเศษบางอย่างแก่ชาวคริสต์ในประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวมุสลิม
ความสำคัญ สภาพนอกอาณาเขตนี้ ข้างรัฐที่มีอำนาจมากมักจะนำไปใช้กับรัฐที่อ่อนแอในระหว่างยุคจักรวรรดินิยมและยุคล่าอาณานิคมตะวันตก วัตถุประสงค์ของสภาพนอกอาณาเขต
ก็คือ เพื่อปกป้องพลเมืองของรัฐที่มีอำนาจมากในที่ซึ่งวัฒนธรรมและระบบกฎหมายของทั้งสองรัฐมีความแตกต่างกันมาก ๆ เช่น ระหว่างหมู่ประเทศตะวันตกกับหมู่ประเทศในตะวันออกใกล้และตะวันออกไกล มีบ่อยครั้งที่สภาพนอกอาณาเขตนี้มีความหมายว่า ชาวต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาถูกพิจารณาดคีภายใต้กฎหมายและคณะลูกขุนของชาติตนยิ่งกว่าจะให้พิจารณาคดีโดยใช้กฎหมายของสถานที่นั้น สนธิสัญญาสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งโดยปกติจะไม่ใช่สนธิสัญญาต่างตอบแทน ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงว่ามีลักษณะไปจำกัดอำนาจอธิปไตยที่ไม่เท่าเทียมกันจนเดี๋ยวได้สูญหายไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตามสภาพนอกอาณาเขตในความหมายพิเศษยังคงมีอยู่ในกรณีของนักการทูต คือ พวกนักการทูตจะปลอดพ้นจากกระบวนการทางกฎหมายในประเทศเจ้าบ้านที่ตนไปประจำอยู่นั้น และในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาว่าด้วย “สถานภาพของกองกำลัง” ที่ให้สิทธิและหน้าที่แก่กองทัพของประเทศหนึ่งที่เข้าไปตั้งอยู่ในดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง
การที่รัฐหนึ่งใช้เขตอำนาจของตนในดินแดนของอีกรัฐหนึ่ง สภาพนอกอาณาเขตจะถูกกำหนดโดยสนธิสัญญา ซึ่งจะมีการระบุถึงบุคคล สาระ และระดับที่เขตอำนาจในท้องถิ่นไม่สามารถนำมาใช้กับพลเมืองของคู่สนธิสัญญาได้ สภาพนอกอาณาเขตเคยมีตัวอย่างมาตั้งแต่ในสมัยก่อนที่จะมีระบบรัฐในปัจจุบันนี้แล้ว การให้สิทธิพิเศษในแบบที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า “แคปปิตุเลชั่น” เป็นสภาพนอกอาณาเขตรูปแบบหนึ่ง ที่กำหนดให้สิทธิพิเศษบางอย่างแก่ชาวคริสต์ในประเทศที่อยู่ภายใต้การปกครองของชาวมุสลิม
ความสำคัญ สภาพนอกอาณาเขตนี้ ข้างรัฐที่มีอำนาจมากมักจะนำไปใช้กับรัฐที่อ่อนแอในระหว่างยุคจักรวรรดินิยมและยุคล่าอาณานิคมตะวันตก วัตถุประสงค์ของสภาพนอกอาณาเขต
ก็คือ เพื่อปกป้องพลเมืองของรัฐที่มีอำนาจมากในที่ซึ่งวัฒนธรรมและระบบกฎหมายของทั้งสองรัฐมีความแตกต่างกันมาก ๆ เช่น ระหว่างหมู่ประเทศตะวันตกกับหมู่ประเทศในตะวันออกใกล้และตะวันออกไกล มีบ่อยครั้งที่สภาพนอกอาณาเขตนี้มีความหมายว่า ชาวต่างชาติที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดทางอาญาถูกพิจารณาดคีภายใต้กฎหมายและคณะลูกขุนของชาติตนยิ่งกว่าจะให้พิจารณาคดีโดยใช้กฎหมายของสถานที่นั้น สนธิสัญญาสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งโดยปกติจะไม่ใช่สนธิสัญญาต่างตอบแทน ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงว่ามีลักษณะไปจำกัดอำนาจอธิปไตยที่ไม่เท่าเทียมกันจนเดี๋ยวได้สูญหายไปหมดแล้ว อย่างไรก็ตามสภาพนอกอาณาเขตในความหมายพิเศษยังคงมีอยู่ในกรณีของนักการทูต คือ พวกนักการทูตจะปลอดพ้นจากกระบวนการทางกฎหมายในประเทศเจ้าบ้านที่ตนไปประจำอยู่นั้น และในกรณีที่เกี่ยวข้องกับสนธิสัญญาว่าด้วย “สถานภาพของกองกำลัง” ที่ให้สิทธิและหน้าที่แก่กองทัพของประเทศหนึ่งที่เข้าไปตั้งอยู่ในดินแดนของอีกประเทศหนึ่ง
Jurisdiction :High Seas
เขตอำนาจ : ทะเลหลวง
มหาสมุทร ทะเล ทะเลสาขา อ่าวเล็ก อ่าวใหญ่ ทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งอยู่ภายนอกน่านน้ำอาณาเขตของรัฐชายฝั่ง ทะเลหลวงเปิดให้แก่ทุกประเทศได้ใช้ประโยชน์ทางด้านการพาณิชย์และการเดินเรือ รัฐอาจจะขยายเขตอำนาจไปยังเรือที่ชักธงของตนในทะเลหลวงได้ แต่จะขยายเขตอำนาจไปยังทะเลหลวงโดยตรงไม่ได้
ความสำคัญ ภายใต้อนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวงปี ค.ศ. 1958 ได้กำหนดไว้ว่า “ไม่มีรัฐใดอาจอ้างสิทธิที่จะทำให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของทะเลหลวงตกอยู่ในอธิปไตยของตนได้” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศนั้น ทุกรัฐมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะเข้าไปใช้ทะเลหลวงทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น (1) ในการประมง (2) ในการวางสายและท่อใต้น้ำ และ (3) ในการใช้เครื่องบินบินเหนือ อย่างไรก็ตามในการใช้เสรีภาพในทะเลหลวงของรัฐต่าง ๆ มีเงื่อนไขทั่วไปกำหนดไว้ว่ารัฐจะต้องใช้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐอื่นที่ใช้เสรีภาพแห่งทะเลหลวงนั้นด้วย
มหาสมุทร ทะเล ทะเลสาขา อ่าวเล็ก อ่าวใหญ่ ทั้งหลายทั้งปวงที่มีอยู่ทั่วโลก ซึ่งอยู่ภายนอกน่านน้ำอาณาเขตของรัฐชายฝั่ง ทะเลหลวงเปิดให้แก่ทุกประเทศได้ใช้ประโยชน์ทางด้านการพาณิชย์และการเดินเรือ รัฐอาจจะขยายเขตอำนาจไปยังเรือที่ชักธงของตนในทะเลหลวงได้ แต่จะขยายเขตอำนาจไปยังทะเลหลวงโดยตรงไม่ได้
ความสำคัญ ภายใต้อนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลหลวงปี ค.ศ. 1958 ได้กำหนดไว้ว่า “ไม่มีรัฐใดอาจอ้างสิทธิที่จะทำให้ส่วนหนึ่งส่วนใดของทะเลหลวงตกอยู่ในอธิปไตยของตนได้” ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศนั้น ทุกรัฐมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะเข้าไปใช้ทะเลหลวงทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น (1) ในการประมง (2) ในการวางสายและท่อใต้น้ำ และ (3) ในการใช้เครื่องบินบินเหนือ อย่างไรก็ตามในการใช้เสรีภาพในทะเลหลวงของรัฐต่าง ๆ มีเงื่อนไขทั่วไปกำหนดไว้ว่ารัฐจะต้องใช้โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของรัฐอื่นที่ใช้เสรีภาพแห่งทะเลหลวงนั้นด้วย
Subscribe to:
Posts (Atom)